รู้ไหม? พ่อแม่ตีกรอบมากเกินไป...ทำลาย EF ลูกไม่รู้ตัว | ทักษะ EF วันละตอน
- ASTA Mammy & Kids
- 15 นาทีที่ผ่านมา
- ยาว 1 นาที

" ห้ามทำแบบนั้นนะ! " "ลองทำแบบนี้ซิ!"
เชื่อว่าคุณพ่อคุณแม่หลายท่านอาจคุ้นเคยกับประโยคเหล่านี้ ที่มักจะเผลอพูดกับลูกไปเมื่อเห็นว่าลูกทำอะไรไม่ได้ดั่งใจ ในฐานะพ่อแม่ล้วนแต่อยากมอบสิ่งที่ดีที่สุดให้กับลูก อยากให้เขาปลอดภัยเเละเดินไปในทางที่ถูกต้องเสมอ แต่รู้ไหมคะบางครั้ง "ความหวังดี" ที่มาพร้อมกับการ "ตีกรอบ" ลูกมากเกินไป อาจกำลังทำร้ายพัฒนาการสำคัญบางอย่างของลูกเราโดยไม่รู้ตัว
ทักษะ EF หรือ Executive Functions คือชุดทักษะสมองที่ช่วยให้เด็กคิดเป็น ควบคุมอารมณ์ได้ วางแผนเป็น แก้ปัญหาเองได้ และเรียนรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งทักษะเหล่านี้ไม่ได้เกิดจากการบังคับให้ทำถูกตลอดเวลา แต่เกิดจากการได้ลองคิด ลองผิด ลองตัดสินใจด้วยตัวเอง
บทความวันนี้เราจะมาคุยกันแบบเปิดใจ ชวนคิด ชวนคุย ถึงเรื่องที่อาจทำให้คุณพ่อคุณแม่หลายท่านต้องหันกลับมามองพฤติกรรมการเลี้ยงลูกของตัวเอง และทำความเข้าใจว่าทำไมการปล่อยให้ลูกได้ "เรียนรู้ที่จะล้ม" บ้าง จึงเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับชีวิตเหมือนกัน ลองไปหาคำตอบพร้อมกันเลยค่ะ
เมื่อความหวังดี… กลายเป็นการ "ตีกรอบ" ที่ทำลาย EF ของลูกโดยไม่รู้ตัว

คุณพ่อคุณแม่ลองนึกภาพสถานการณ์เหล่านี้ดูนะคะ
"อย่าทำแบบนั้น เดี๋ยวพัง!"
"ลูกทำตามที่แม่บอกก็พอ ไม่ต้องคิดเอง"
"วิธีนี้ถูกที่สุดแล้ว อย่าเถียง!"
ประโยคข้างต้นอาจฟังดูเหมือนคำสอนธรรมดา แต่ถ้าเกิดขึ้นซ้ำๆ ทุกวัน เมื่อเราขีดเส้นให้ลูกเดินตามเป๊ะๆ ทุกอย่าง สมองส่วนหน้าของลูกก็ไม่จำเป็นต้องทำงาน เด็กจะเริ่มเรียนรู้ว่าเราไม่จำเป็นต้องคิดอะไรเอง ไม่ต้องวางแผน ไม่ต้องลอง ไม่ต้องแก้ปัญหาเอง รอให้ผู้ใหญ่ตัดสินใจแทนเสมอ ผลที่ตามมาคือลูกอาจจะกลายเป็น "เด็กว่านอนสอนง่าย" ในสายตาคนทั่วไป แต่ในความเป็นจริงแล้วเขาอาจจะขาดความมั่นใจ คิดเองไม่เป็น และเมื่อวันหนึ่งที่ต้องเผชิญโลกกว้างโดยไม่มีเราคอยชี้แนะ ทักษะ EF ที่ไม่เคยถูกใช้งานเลยก็อาจจะทำงานได้ไม่เต็มที่
ทักษะ EF โดยเฉพาะเรื่องการคิดวิเคราะห์ การควบคุมตัวเอง และการแก้ไขปัญหา ซึ่งเป็นทักษะขั้นพื้นฐานที่สำคัญเพื่อให้ลูกเติบโตไปได้อย่างมีประสิทธิภาพนั้นก็จะไม่ได้รับการพัฒนาไปด้วย
สัญญาณที่บอกว่าเรากำลัง "ตีกรอบ" ลูกจนเกินไป
ลองมาดูกันว่า พฤติกรรมแบบไหนที่คุณพ่อคุณแม่กำลังทำ อาจกำลังขัดขวางการเติบโตของ EF ลูกอยู่บ้าง?
1. ตัดสินใจแทนลูกทุกเรื่อง
ตั้งแต่เรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ อย่าง "ลูกควรใส่เสื้อตัวนี้" หรือ "หนูควรกินอันนี้" ไปจนถึงเรื่องใหญ่ๆ เช่น "ลูกต้องเรียนพิเศษวิชานี้" เมื่อลูกไม่มีโอกาสได้เลือก ได้ตัดสินใจด้วยตัวเองเลย เขาจะขาดโอกาสในการฝึกฝนทักษะการวางแผน และทักษะการริเริ่ม นั่นก็เพราะทุกอย่างถูกจัดเตรียมและกำหนดไว้ให้หมดแล้ว
2. จัดการปัญหาให้ลูกทุกอย่าง
พ่อแม่หลายคนกลัวลูกล้มเหลว จึงรีบช่วย รีบแก้ รีบบอกคำตอบ เมื่อลูกเจอปัญหา เช่น เพื่อนไม่เล่นด้วย ของเล่นพัง หรือทำการบ้านไม่ได้ คุณพ่อคุณแม่มักจะรีบเข้าไปช่วยแก้ปัญหาทันที หรือบอกวิธีแก้ไขให้ลูกฟังทั้งหมด โดยไม่ปล่อยให้ลูกได้ลองคิดเอง หาทางออกเอง เมื่อลูกไม่เคยได้เผชิญหน้ากับความท้าทายด้วยตัวเอง เขาจะขาดโอกาสในการฝึกฝนทักษะการยืดหยุ่นความคิดและทักษะการแก้ปัญหาซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของทักษะ EF
3. กรอบที่เน้นถูก-ผิด มากกว่ากระบวนการเรียนรู้
คุณพ่อคุณแม่หลายคนสนใจแค่ว่าผลลัพธ์ถูกไหม แต่ไม่ได้สนใจว่าลูกคิดมายังไง ทั้งที่ทักษะ EF เติบโตจาก "กระบวนการคิด" ไม่ใช่แค่คำตอบสุดท้าย การถามลูกว่า "หนูคิดแบบนี้ได้ยังไงนะ" หรือ "ถ้าลองอีกวิธีจะเป็นยังไง" คำถามลักษณะนี้จะช่วยกระตุ้น EF ได้ดีกว่าการบอกว่าผิดหรือถูกหลายเท่า
4. ตารางชีวิตที่อัดแน่นจนเกินไป
เช่น การให้ลูกมีคอร์สเรียนพิเศษทุกวัน ตั้งแต่เช้าจรดเย็น ไม่เหลือเวลาให้เขาได้ใช้เวลาสำหรับเล่นอิสระ ไม่มีเวลาได้ลองทำอะไรตามใจตัวเอง การมีตารางชีวิตที่แน่นเอี๊ยด ทำให้ลูกไม่มีเวลาได้ใช้ความคิดสร้างสรรค์ ไม่มีโอกาสได้วางแผนการเล่นของตัวเอง และขาดโอกาสในการฝึกฝนทักษะการบริหารจัดการตนเอง

5. คาดหวังความสมบูรณ์แบบ
คุณพ่อคุณแม่บางท่านมักจะคาดหวังให้ลูกทำทุกอย่างได้ดีเลิศ ไม่มีที่ติ และจะคอยจับผิดหรือวิพากษ์วิจารณ์เมื่อลูกทำผิดพลาด การไม่ยอมให้ลูกได้ลองผิดลองถูก หรือการกลัวความผิดพลาด จะทำให้ลูกขาดความกล้าที่จะริเริ่ม กลัวที่จะทำอะไรใหม่ ๆ และทำให้ทักษะการยับยั้งชั่งใจ กลายเป็นการยับยั้งตัวเองจากความคิดสร้างสรรค์
6. ควบคุมทุกรายละเอียด
การที่พ่อแม่คอยกำกับลูกในทุก ๆ ขั้นตอนของการทำกิจกรรม เช่น "หยิบดินสอแบบนี้สิ" "ระบายสีออกนอกเส้นไม่ได้นะ" ทำให้ลูกไม่ได้รับโอกาสในการคิดเอง ทำเอง และรู้สึกว่าตัวเองไม่มีอิสระในการแสดงออก ซึ่งขัดขวางการพัฒนาทักษะการริเริ่มและทักษะการทำงานโดยไม่มีผู้ชี้นำ
เปลี่ยนการตีกรอบให้ลูกจากการ "สั่ง" เป็นการ "สร้างทักษะ EF"
คำตอบไม่ได้อยู่ที่การเลิกดูแลลูก หรือเลี้ยงลูกแบบปล่อยปละละเลยนะคะ แต่คือการเปลี่ยนจากการตีกรอบให้ลูกมาเป็นการสร้างรั้วที่ยืดหยุ่นได้ให้ลูกค่ะ มาลองปรับเปลี่ยนมุมมองและพฤติกรรมง่ายๆ เพื่อสร้างโอกาสให้ลูกได้พัฒนาทักษะ EF อย่างเต็มศักยภาพกันค่ะ
ให้สิทธิ์ในการเลือก : แทนที่จะสั่งว่า "ใส่ชุดนี้!" ลองเปลี่ยนเป็น "วันนี้อากาศดี ลูกอยากใส่เสื้อตัวสีฟ้าหรือสีเหลืองดีคะ?" การเลือกเล็กๆ น้อยๆ แบบนี้คือการกระตุ้นให้สมองได้ฝึกตัดสินใจ
เรียนรู้ผ่านความผิดพลาด : หากลูกอยากต่อบล็อกไม้ด้วยวิธีที่ดูยังไงก็ล้มแน่ ๆ ลองปล่อยให้เขาลองทำดูค่ะ เมื่อมันล้มลง เขาจะได้ฝึก ทักษะ EF ในการคิดยืดหยุ่นเพื่อหาวิธีใหม่นั่นเอง
เปลี่ยนจากการใช้ "คำสั่ง" ให้เป็น "คำถาม" : เช่น แทนที่จะบอกว่า "เก็บของเล่นเดี๋ยวนี้!" ลองถามว่า "เรามีวิธีไหนที่จะทำให้ห้องนี้กลับมาสะอาดเหมือนเดิมได้บ้างนะ?" วิธีนี้จะช่วยให้ลูกได้ฝึกทักษะการวางแผน
ปล่อยให้ลูกได้เผชิญหน้ากับปัญหาเล็ก ๆ ด้วยตัวเอง : เมื่อลูกเจอปัญหา ให้ลองใช้การถามคำถามปลายเปิด เช่น "ลูกคิดว่าจะแก้ปัญหานี้ยังไงดีนะ?" หรือ "มีวิธีอื่นอีกไหมที่ลูกจะลองทำ?" การปล่อยให้ลูกได้ลองผิดลองถูก จะช่วยพัฒนาทักษะการแก้ปัญหาและทักษะการยืดหยุ่นความคิดได้เป็นอย่างดี
ให้เวลาลูกได้เล่นอิสระ : การเล่นคือการเรียนรู้ที่ดีที่สุดสำหรับเด็กๆ การเล่นที่ปราศจากการควบคุม จะช่วยให้ลูกได้ใช้จินตนาการ วางแผนการเล่น และฝึกฝนทักษะการบริหารจัดการตนเองอย่างเป็นธรรมชาติค่ะ

6. สอนให้ลูกรู้จักจัดการอารมณ์ให้เป็น : เมื่อลูกร้องไห้ โกรธ หรือผิดหวัง ให้ยอมรับอารมณ์ของลูกก่อน แล้วค่อยๆ สอนให้ลูกรู้จักวิธีจัดการกับอารมณ์เหล่านั้น เช่น "แม่รู้ว่าหนูเสียใจ ลองหายใจลึก ๆ แล้วค่อย ๆ พูดกับแม่นะ" สิ่งนี้จะช่วยพัฒนาทักษะการควบคุมอารมณ์ที่สำคัญต่อการเข้าสังคมนั่นเองค่ะ
เราเชื่อมั่นเสมอว่า "การเล่น" คือพื้นที่ที่ดีที่สุดที่ลูกจะได้เป็นอิสระจากกรอบของพ่อแม่ค่ะ เมื่อลูกได้เล่นของเล่นเสริมพัฒนาการที่เน้นปลายเปิด (Open-ended Play) เขาจะได้ฝึกใช้ทักษะ EF อย่างเต็มที่โดยไม่มีคำว่า "ถูกหรือผิด" มีเพียงจินตนาการและการลองผิดลองถูกที่เป็นประโยชน์ต่อเส้นใยประสาทในสมองของเขาเท่านั้น
ความรักที่แท้จริงของพ่อแม่ ไม่จำเป็นต้องมาพร้อมกับการควบคุมเสมอไปค่ะ แต่คือการปล่อยให้เขาได้เติบโต การให้อิสระที่เหมาะสม หน้าที่ของเราในฐานะพ่อแม่ไม่ใช่การสร้างทางเดินที่ราบรื่นที่สุดให้ลูกเดิน แต่คือ การสร้างสมองและจิตใจให้ลูกแข็งแกร่งเพื่อให้เขาสามารถสร้างทางเดินของเขาเองได้ในอนาคตค่ะ
มากกว่า 'ของเล่น' คือเห็นคุณได้เล่นกับลูก
วันนี้คุณเล่นกับลูกแล้วหรือยัง?
-A.smartbrain-





ความคิดเห็น