top of page

บ้านแบบไหน? ช่วยให้ลูกฝึกทักษะ EF ได้เอง โดยพ่อแม่ไม่ต้องพูดซ้ำทุกวัน | ทักษะ EF วันละตอน


พ่อแม่หลายคนอาจเคยรู้สึกเหนื่อนใจกับการต้องพูดซ้ำเรื่องเดิม ๆ ทุกวัน  เช่น "เก็บของเล่นหรือยัง?" ,"แปรงฟันหรือยัง?" "เตรียมกระเป๋านักเรียนหรือยัง?" ประโยคเหล่านี้มักเป็นเสียงที่ดังซ้ำๆ ในทุกบ้าน จนบางครั้งกลายเป็นการบ่นที่บั่นทอนความสัมพันธ์ แต่ในมุมมองของพัฒนาการเด็ก ปัญหาลูกไม่รับผิดชอบงานส่วนตัวอาจไม่ได้เกิดจากความดื้อรั้นเสมอไป แต่อาจเป็นเพราะ ทักษะ EF ของลูกยังไม่ได้รับการกระตุ้นอย่างถูกวิธีผ่านสิ่งแวดล้อมรอบตัว


ทักษะ EF (Executive Functions) หรือทักษะการบริหารจัดการสมองส่วนหน้า คือความสามารถในการคิด วางแผน ยับยั้งชั่งใจ และมุ่งมั่นทำสิ่งต่างๆ ให้สำเร็จ หากเราอยากให้ลูกมีทักษะนี้ติดตัวโดยที่เราไม่ต้องพูดซ้ำทุกวัน "การจัดบ้าน" คือกุญแจสำคัญที่จะช่วยสร้างระเบียบจากภายนอกสู่ภายในให้กับลูกได้


บทความนี้จะชวนคุณพ่อคุณแม่ไปทำความเข้าใจว่า บ้านแบบไหน? ที่ช่วยให้ลูกฝึกฝนทักษะ EF ได้เองโดยที่พ่อแม่ไม่ต้องคอยพูดซ้ำหรือควบคุมลูกตลอดเวลา ตามไปดูพร้อมกันเลย



ทำไมสิ่งแวดล้อมในบ้าน ถึงมีผลต่อ "ทักษะ EF" ของลูก?

ในทางจิตวิทยาเด็ก สิ่งแวดล้อมเปรียบเสมือนครูคนที่สามของลูก หากบ้านรก วุ่นวาย หรือของใช้ถูกวางสูงเกินมือเด็ก สมองของเด็กจะถูกรบกวนด้วยสิ่งเร้าและอุปสรรคทางกายภาพ ทำให้การฝึก ทักษะ EF เช่น การยืดหยุ่นทางความคิด (Cognitive Flexibility) หรือการควบคุมตนเอง (Inhibitory Control) ทำได้ยากขึ้น


การจัดบ้านเพื่อฝึก ทักษะ EF จึงไม่ใช่แค่การทำบ้านให้สวยงามตามนิตยสาร แต่คือการทำให้บ้านเป็นพื้นที่ที่เด็กเข้าถึงและจัดการได้เอง เพื่อลดภาระการสั่งการจากพ่อแม่ และให้สมองของลูกได้ฝึกคิดและลงมือทำด้วยตนเอง


สร้างบ้านให้เป็นพื้นที่ฝึกฝน ทักษะ EF ให้ลูกดูแลตัวเองได้จริง

1. การสร้างป้ายบอกทางทางสายตา 

สมองของเด็กในวัยเรียนรู้ยังต้องการเครื่องมือช่วยจำ การพูดปากเปล่ามักจะจางหายไปได้ง่ายกว่าการมองเห็น ดังนั้นการใช้ภาพประกอบหรือสัญลักษณ์ในบ้านจะช่วยกระตุ้น ทักษะความจำใช้งาน (Working Memory) ได้อย่างดีเยี่ยม


ตัวอย่างเช่น : ติดรูปภาพขั้นตอนการแปรงฟันไว้ที่หน้ากระจก, แปะรูปสัญลักษณ์ประเภทของเล่นไว้ที่กล่องเก็บของ วิธีนี้จะทำให้ลูกรู้ว่าต้องทำอะไรต่อไปโดยไม่ต้องรอคำสั่งจากคุณแม่


2. จัดระเบียบพื้นที่ในบ้านอย่างเป็นระบบ   

การกำหนดโซนหรือกล่องเก็บของสำหรับสิ่งของแต่ละประเภทอย่างชัดเจน (เช่น กล่องของเล่น, ชั้นวางหนังสือ, ตะกร้าผ้าใช้แล้ว) เข้าถึงง่ายและเป็นระเบียบ จัดเก็บของเล่นและอุปกรณ์การเรียนของลูกในระดับสายตาที่พวกเขาสามารถหยิบและเก็บเองได้ง่าย และควรมีป้ายกำกับรูปภาพสำหรับเด็กเล็ก จะช่วยพัฒนาทักษะการวางแผน การจัดระบบ และความจำใช้งาน เมื่อเด็กรู้ว่าของแต่ละชิ้นอยู่ตรงไหน เขาจะเรียนรู้ที่จะเก็บเข้าที่และจัดระเบียบพื้นที่ของตัวเอง



3. การแบ่งโซนกิจกรรมที่ชัดเจน

บ้านที่มีของวางปะปนกันไปหมดจะทำให้สมองเด็กเกิดความสับสน (Brain Clutter) การแบ่งพื้นที่ให้ชัดเจนจะช่วยฝึก ทักษะการจดจ่อ (Focus/Attention) เช่น มีมุมสำหรับการเรียนที่เงียบสงบ (ปราศจากสิ่งรบกวนทางสายตา), มุมสำหรับการเล่นที่ลูกสามารถหยิบของได้เอง และมุมสำหรับพักผ่อน การแยกโซนจะช่วยให้สมองลูกรู้โดยอัตโนมัติว่า "เมื่ออยู่ตรงนี้ ต้องใช้โหมดความคิดแบบไหน"


4. กำหนดกิจวัตรประจำวันและตารางเวลาที่ชัดเจน

กำหนดกิจวัตรที่สอดคล้องกันทุกวัน เช่น ตื่นนอน, กินข้าวเช้า, แต่งตัว, เล่น, ทำการบ้าน, กินข้าวเย็น, อาบน้ำ, อ่านนิทาน, เข้านอน ด้วยการใช้เครื่องมือช่วยจำ อาจใช้ตารางเวลาแบบรูปภาพสำหรับเด็กเล็ก หรือปฏิทินที่ระบุงานต่าง ๆ สำหรับเด็กโต เพื่อช่วยให้พวกเขาเห็นภาพรวมของวันและเตรียมตัวล่วงหน้าแบบนี้จะช่วยเสริมสร้างทักษะการวางแผน การจัดระบบ การยั้งคิด และความจำใช้งาน เมื่อเด็กคุ้นเคยกับกิจวัตร พวกเขาจะสามารถคาดการณ์สิ่งที่ต้องทำและจัดการเวลาของตัวเองได้ดีขึ้น


5. มีพื้นที่สำหรับการคิดแก้ปัญหาและสร้างสรรค์    

เช่นมุมแห่งการสำรวจ ด้วยการจัดมุมเล็กๆ ในบ้านให้เป็นพื้นที่สำหรับของเล่นปลายเปิด (open-ended toys) เช่น บล็อกไม้ ตัวต่อ เลโก้ ดินน้ำมัน หรืออุปกรณ์ศิลปะ และเปิดโอกาสให้ลงมือทำ ให้ลูกได้มีอิสระในการสร้างสรรค์ ทดลอง และแก้ปัญหาด้วยตัวเอง โดยไม่ต้องมีผู้ใหญ่คอยชี้นำมากเกินไป ทำให้ลูกได้พัฒนาทักษะการยืดหยุ่นทางความคิด การวางแผน การคิดแก้ปัญหา และการมุ่งเป้าหมาย เมื่อเด็กได้เผชิญกับความท้าทายเล็กๆ และหาวิธีแก้ไขด้วยตัวเอง


6.บทบาทของพ่อแม่ ปรับเป็นผู้อำนวยความสะดวก ไม่ใช่ผู้สั่งการ

ด้วยการลดการชี้นำตรงๆ แทนที่จะสั่งว่า "เก็บของเล่นเดี๋ยวนี้!" ลองเปลี่ยนเป็นคำถามปลายเปิด เช่น "ลูกคิดว่าของเล่นเหล่านี้ควรจะอยู่ตรงไหน?" หรือ "อะไรคือสิ่งที่เราต้องทำต่อไปตามตารางเวลา?" เพื่อให้โอกาสรับผิดชอบด้วยการอนุญาตให้ลูกได้ทำกิจกรรมต่างๆ ด้วยตัวเอง แม้ว่าจะช้าหรือไม่สมบูรณ์แบบในตอนแรก และอดทนรอให้เขาได้ฝึกฝน เพื่อส่งเสริมทักษะการริเริ่ม การวางแผน และการควบคุมตัวเอง เมื่อเด็กได้ลงมือทำและตัดสินใจด้วยตัวเอง พวกเขาจะรู้สึกเป็นเจ้าของกระบวนการและเรียนรู้จากประสบการณ์จริง



การสร้างบ้านให้เป็นพื้นที่แห่งการเรียนรู้และฝึกฝน ทักษะ EF ไม่ได้หมายถึงการต้องลงทุนซื้อของเล่นราคาแพง หรือต้องเปลี่ยนแปลงบ้านครั้งใหญ่ แต่เริ่มได้จาก“บ้านที่ออกแบบมาให้เด็กคิด ทำ และเรียนรู้ได้ด้วยตัวเอง” ปรับเปลี่ยนมุมมองและวิธีการจัดสภาพแวดล้อม  เมื่อสภาพแวดล้อมเหมาะสม พ่อแม่จะพูดน้อยลงแต่ลูกจะคิดและทำได้มากขึ้น และนั่นคือรากฐานของเด็ก ที่เติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีวินัย คิดเป็น แก้ปัญหาได้ และพึ่งพาตัวเองได้ในอนาคต จะช่วยให้ลูกของคุณมีเครื่องมือสำคัญในการเผชิญโลกกว้างด้วยความมั่นใจ เป็นผู้ที่สามารถบริหารจัดการชีวิตตัวเองได้อย่างอิสระ โดยที่คุณพ่อคุณแม่เองก็หมดความกังวลและเหนื่อยน้อยลงอย่างแน่นอน


มากกว่า 'ของเล่น' คือเห็นคุณได้เล่นกับลูก

วันนี้คุณเล่นกับลูกแล้วหรือยัง?

-A.smartbrain-


งานออกแบบ Banner - แบบประเมิน EF-01.png
bottom of page