"หนูทำไม่ได้!" เมื่อลูกถอดใจง่ายเกินไป รีบฝึกก่อนสายด้วยวิธีนี้ | ทักษะ EF วันละตอน
- ASTA Mammy & Kids
- 23 ม.ค.
- ยาว 2 นาที

“หนูทำไม่ได้” , “หนูไม่เก่ง” เป็นประโยคที่คุณพ่อคุณแม่อาจจะได้ยินกันบ่อย ๆ โดยเฉพาะเมื่อลูกต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่ลูกเริ่มทำกิจกรรมใหม่ๆ หรือเจอโจทย์ที่ยากขึ้นเพียงนิดเดียว ไม่ว่าจะเป็นการต่อบล็อกรูปทรงยาก ๆ การทำการบ้านที่ซับซ้อน การใส่รองเท้าด้วยตัวเอง หรือแม้แต่เรื่องเล็กน้อยในชีวิตประจำวัน เด็กจำนวนไม่น้อยมักยอมแพ้ตั้งแต่ยังไม่ได้พยายามอย่างเต็มที่ ปัญหานี้อาจสร้างความกังวลใจให้กับคุณพ่อคุณแม่อยู่ไม่น้อย อาการถอดใจง่ายที่เกิดขึ้นกับลูก หากปล่อยไว้โดยไม่ได้แก้ไขอาจกลายเป็นนิสัยเเละส่งผลต่อความเชื่อมั่นในตนเอง (Self-Esteem) ให้ลูกในระยะยาวได้
พฤติกรรมการยอมแพ้ง่ายมักมีความเชื่อมโยงโดยตรงกับ ทักษะ EF หรือ Executive Functions ซึ่งเป็นชุดกระบวนการทางความคิดที่ช่วยให้คนเราบริหารจัดการชีวิตและก้าวข้ามอุปสรรคได้ บทความนี้จะพาคุณไปเจาะลึกว่า เราจะใช้การฝึก ทักษะ EF มาเปลี่ยนลูกที่ถอดใจง่ายให้กลายเป็นเด็กที่พร้อมสู้ปัญหาได้อย่างไร
ลูกถอดใจง่าย ไม่ใช่เรื่องของความเก่ง หรือ ความขี้เกียจ เพียงอย่างเดียว แต่มีความเกี่ยวข้องโดยตรงกับ ทักษะ EF ซึ่งเป็นทักษะสมองส่วนหน้าที่กำลังพัฒนาอยู่ในวัยเด็ก
ทำไมลูกถึงถอดใจง่าย? เบื้องหลังที่มากกว่าแค่ความอดทน

เมื่อเด็กคนหนึ่งพูดว่าทำไม่ได้บ่อย ๆ สมองของเขากำลังเผชิญกับภาวะสะดุดในการทำงานของทักษะ EF บ้างด้าน เช่น การควบคุมอารมณ์เมื่อเจอความยาก , ความสามารถในการพยายามต่อเนื่อง , การคิดเป็นขั้นตอนและแก้ปัญหา , ความเชื่อมั่นในความสามารถของตัวเอง เมื่อเด็กเจอความท้าทาย สมองส่วนอารมณ์จะทำงานเร็วกว่าสมองส่วนเหตุผล หาก ทักษะ EF ยังไม่แข็งแรงพอ เด็กจะเลือก “หยุด” แทน “ลองต่อ” ซึ่งเกี่ยวข้องกับทักษะ EF 3 ด้านหลัก :
การควบคุมอารมณ์ (Emotional Control) : ลูกไม่สามารถจัดการกับความหงุดหงิดที่เกิดจากความผิดพลาดได้
ความยืดหยุ่นทางความคิด (Cognitive Flexibility) : เมื่อวิธีเดิมใช้ไม่ได้ผล ลูกคิดหาวิธีใหม่ไม่ออก จึงเลือกที่จะหยุดทำ
ความจำใช้งาน (Working Memory) : ลูกอาจหลงลืมขั้นตอนที่ซับซ้อน ทำให้รู้สึกว่างานนั้นยากเกินกว่าจะจัดการได้
การเข้าใจว่านี่คือเรื่องของ "ทักษะสมอง" จะช่วยให้คุณพ่อคุณแม่มองปัญหาด้วยความใจเย็นและใช้วิธีการแก้ปัญหาที่เป็นระบบมากขึ้น
ทำไมต้องรีบฝึกทักษะ EF ตั้งแต่วันนี้? ก่อนจะสายเกินไป
ทักษะ EF คือปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อสำเร็จในชีวิต การมีทักษะ EF ที่แข็งแกร่งตั้งแต่วัยเด็ก จะส่งผลดีต่อลูกในระยะยาวให้ลูกได้ ไม่ว่าจะเป็น
• ความสำเร็จทางวิชาการ : ลูกจะมีความสามารถในการจดจ่อ วางแผนการเรียน บริหารเวลา และแก้ปัญหาโจทย์ที่ซับซ้อนได้ดีขึ้น
• การปรับตัวทางสังคม : ลูกจะเรียนรู้ที่จะควบคุมอารมณ์ แก้ปัญหาความขัดแย้ง และสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับผู้อื่น
• สุขภาพจิตที่ดี : ลูกจะมีความยืดหยุ่นทางความคิด รับมือกับความผิดหวังได้ดี และมีแนวโน้มที่จะมีความนับถือตนเองสูง
• ความสามารถในการใช้ชีวิต : ลูกจะสามารถตั้งเป้าหมาย วางแผนอนาคต และรับผิดชอบชีวิตของตนเองได้ดีขึ้นเมื่อเติบโตเป็นผู้ใหญ่
7 วิธีฝึกทักษะ EF ให้ลูกแกร่ง ไม่ถอดใจง่าย ที่พ่อแม่ทำได้จริง
พ่อแม่มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการช่วยส่งเสริมทักษะ EF ให้ลูกแข็งแกร่งขึ้น นี่คือแนวทางปฏิบัติที่คุณสามารถนำไปปรับใช้ได้ทันที
1. รับฟังและสะท้อนอารมณ์
ก่อนจะสอนทักษะการแก้ปัญหา เราต้องช่วยลูกจัดการ ทักษะ EF ด้านอารมณ์ก่อน การดุลูกว่า "แค่นี้ทำไมทำไม่ได้" จะยิ่งทำให้สมองส่วนอารมณ์ปิดกั้นการเรียนรู้ ให้ใช้คำพูดที่แสดงความเข้าใจ เช่น "แม่เห็นว่าลูกกำลังหงุดหงิด เพราะตัวต่อมันต่อไม่เข้าใช่ไหมครับ?" เมื่อลูกรู้สึกว่ามีคนเข้าใจ อารมณ์จะสงบลงและสมองส่วนหน้าจะเริ่มกลับมาทำงานอีกครั้ง
2. ฝึกย่อยงานใหญ่ให้เล็กลง
เพราะเด็กจะถอดใจง่ายเมื่อมองว่าสิ่งที่ทำ “ใหญ่เกินไป” พ่อแม่สามารถช่วยแบ่งเป้าหมายออกเป็นขั้นตอนเล็ก ๆ การสอนให้ลูกรู้จักแบ่งงานเป็นขั้นตอนย่อยๆ จะช่วยลดภาระของสมองของลูกได้ แทนที่จะบอกว่า "ทำความสะอาดห้องสิ!" ให้เริ่มจาก "เอาของเล่นใส่กล่องสีแดงก่อน" หรือ เปลี่ยนจากต่อจิ๊กซอว์ให้เสร็จซิ! มาเป็น “ลูกลองต่อทีละชิ้นซิ”เมื่อลูกทำสำเร็จในขั้นแรก เขาจะได้รับแรงจูงใจ ให้กล้าทำขั้นต่อไป

3. สร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้และการลองผิดลองถูก
พ่อแม่ต้องเป็นพื้นที่ปลอดภัยให้ลูกได้แสดงความสามารถ ลองทำสิ่งใหม่ๆ และยอมรับความผิดพลาดโดยไม่ถูกตำหนิ บรรยากาศที่ผ่อนคลายและสนับสนุนจะช่วยให้ลูกกล้าที่จะพยายามต่อไป
4. เน้นที่กระบวนการ ไม่ใช่แค่ผลลัพธ์
เมื่อลูกกำลังทำกิจกรรมใดๆ ให้ชื่นชมความพยายาม ความตั้งใจ และวิธีการที่ลูกใช้ มากกว่าการโฟกัสไปที่ว่าผลลัพธ์สุดท้ายสำเร็จหรือไม่ เช่น "แม่ชอบที่ลูกพยายามต่อเลโก้ชิ้นนี้ตั้งหลายครั้งเลยนะ" แทนที่จะเป็น "ในที่สุดก็ต่อสำเร็จแล้ว!" การเน้นกระบวนการจะสร้างความมุ่งมั่นและความเชื่อว่าความพยายามคือสิ่งสำคัญ เด็กจะเรียนรู้ว่าความพยายามสำคัญกว่าความสมบูรณ์แบบ เเละทำให้ลูกกล้าเผชิญหน้ากับความยากในครั้งต่อไป
5. สอนให้รู้จักจัดการกับความผิดพลาด
ความผิดพลาดคือส่วนหนึ่งของการเรียนรู้ เมื่อลูกทำพลาด อย่ารีบแก้ไขให้ทันที แต่ให้ช่วยลูกวิเคราะห์ว่าเกิดอะไรขึ้น เช่น "โอ้ น้ำหกหมดเลย เกิดอะไรขึ้นนะ? เราจะทำยังไงต่อไปดี?" สอนให้ลูกมองว่าความผิดพลาดคือโอกาสในการเรียนรู้และพัฒนาความยืดหยุ่นทางความคิด และทักษะการแก้ปัญหา
6. เปลี่ยนจาก “รีบช่วย” เป็น “ชวนคิด”
เมื่อเห็นลูกเริ่มหงุดหงิด พ่อแม่มักเผลอช่วยทันที แต่การช่วยเร็วเกินไป ทำให้เด็กไม่ได้ฝึก EF ลองเปลี่ยนเป็นคำถาม เช่น “ตรงไหนที่ยากที่สุด” “ลองคิดว่ามีวิธีอื่นไหม” การชวนคิดจะช่วยฝึกการแก้ปัญหาและการยืดหยุ่นทางความคิด
7. ฝึกฝนความอดทนผ่านกิจกรรมประจำวัน
กิจกรรมง่ายๆ ในชีวิตประจำวันสามารถเป็นบทเรียนที่ดีในการฝึกทักษะ EF ได้ เช่น การรอคิว การรดน้ำต้นไม้ การต่อจิ๊กซอว์ การทำอาหารที่ต้องรอเวลา หรือการทำภารกิจเล็กๆ ที่ต้องใช้เวลา การทำกิจกรรมเหล่านี้จะช่วยให้ลูกได้ฝึกความยับยั้งชั่งใจ และความอดทน

การที่ลูกถอดใจง่ายไม่ใช่ความล้มเหลวของการเลี้ยงดูนะคะ แต่คือโอกาสชั้นยอดที่จะได้เริ่มฝึกทักษะ EF ให้กับเขา พ่อแม่ที่เข้าใจกระบวนการทำงานของสมองลูกจะเปลี่ยนจากการตำหนิเป็นการประคับประคอง ซึ่งจะช่วยให้เด็กค่อย ๆ สร้างความแข็งแกร่งภายใน จนสามารถเผชิญหน้ากับคำว่า "ยาก" ด้วยหัวใจที่พร้อมจะเรียนรู้ การฝึกฝนทักษะเหล่านี้ต้องอาศัยความอดทน ความเข้าใจ และการสนับสนุนจากพ่อแม่อย่างสม่ำเสมอ
เริ่มฝึกฝนทักษะ EF ให้ลูกตั้งแต่วันนี้ เพื่อให้ลูกน้อยของคุณเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่เปี่ยมด้วยความมุ่งมั่น ความสามารถในการแก้ปัญหา และความสุขในชีวิต เพียงพ่อแม่เข้าใจและเปิดพื้นที่ให้ลูกได้ “ลอง ทำ พลาด และลุกขึ้นใหม่” คำว่า “หนูทำไม่ได้” จะค่อย ๆ เปลี่ยนเป็น “หนูขอลองอีกครั้ง” ค่ะ
มากกว่า 'ของเล่น' คือเห็นคุณได้เล่นกับลูก
วันนี้คุณเล่นกับลูกแล้วหรือยัง?
-A.smartbrain-

