พ่อแม่จะดูแลใจลูกได้อย่างไร เมื่อลูกต้องเผชิญกับความผิดหวัง?

ความผิดหวังเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตที่เด็กทุกคนต้องเรียนรู้ ไม่ว่าจะเป็นการไม่ได้ของเล่นที่อยากได้
เล่นแพ้เพื่อน สอบได้คะแนนไม่ดี หรือพยายามทำบางอย่างแล้วไม่สำเร็จ
แม้เรื่องเหล่านี้อาจดูเป็นเรื่องเล็กน้อยสำหรับผู้ใหญ่ แต่สำหรับเด็กแล้ว อาจเป็นเรื่องที่ทำให้เสียใจ ร้องไห้ หรือแสดงอารมณ์ออกมาอย่างรุนแรงได้
ในฐานะพ่อแม่ เราอาจอยากช่วยให้ลูกหยุดร้องไห้เร็ว ๆ หรือรีบหาทางแก้ปัญหาเพื่อไม่ให้ลูกเสียใจ
แต่การดูแลใจลูกไม่ได้หมายถึงการปกป้องลูกจากความผิดหวังทุกครั้ง หากเป็นการช่วยให้ลูกค่อย ๆ เข้าใจความรู้สึกของตัวเอง
รับมือกับสถานการณ์ที่ไม่เป็นไปตามความคาดหวังได้อย่างไร
1. รับฟังความรู้สึกของลูก โดยไม่รีบตัดสิน
เมื่อลูกกำลังเสียใจ พ่อแม่อาจเผลอพูดว่า “แค่นี้เอง ไม่เห็นต้องร้องไห้เลย” หรือ “เรื่องแค่นี้เอง เดี๋ยวก็ผ่านไป” ด้วยความตั้งใจอยากให้ลูกสบายใจ แต่คำพูดเหล่านี้อาจทำให้ลูกรู้สึกว่าความเสียใจของตัวเองไม่ได้รับการเข้าใจ
ลองเปลี่ยนเป็นการรับฟังและสะท้อนความรู้สึกของลูก เช่น “หนูเสียใจมากเลยใช่ไหมที่ไม่ได้ของเล่นชิ้นนั้น” หรือ “หนูตั้งใจทำมากเลย พอทำไม่สำเร็จก็คงผิดหวังสินะ”
การรับฟังไม่ได้หมายความว่าพ่อแม่ต้องเห็นด้วยกับทุกสิ่งที่ลูกต้องการ แต่เป็นการแสดงให้ลูกรู้ว่าเขาสามารถมีความรู้สึกเสียใจได้ และยังมีคนที่พร้อมรับฟังเขาเสมอ

2. ให้เวลาลูกได้เสียใจ ไม่ต้องรีบทำให้ทุกอย่างดีขึ้นทันที
เมื่อเด็กผิดหวัง บางคนอาจร้องไห้ บางคนเงียบ ไม่พูด หรือแสดงความหงุดหงิดออกมา พ่อแม่ไม่จำเป็นต้องรีบทำให้ลูกหยุดร้องไห้หรือหาวิธีทำให้ลูกกลับมายิ้มในทันที
สิ่งที่ทำได้คืออยู่ใกล้ ๆ ให้ความมั่นใจ และเปิดโอกาสให้ลูกค่อย ๆ สงบลงตามความพร้อม เช่น “แม่อยู่ตรงนี้นะ ถ้าหนูพร้อมแล้ว เราค่อยคุยกันก็ได้”
เมื่อลูกได้รับเวลาในการทำความเข้าใจความรู้สึกของตัวเอง เขาจะมีโอกาสเรียนรู้ว่าความเสียใจเป็นอารมณ์ที่เกิดขึ้นได้ และไม่จำเป็นต้องรีบกำจัดความรู้สึกนั้นออกไปทันที

3. เข้าใจความรู้สึกของลูก พร้อมรักษาขอบเขตที่เหมาะสม
การเข้าใจความรู้สึกของลูกไม่ได้หมายความว่าพ่อแม่ต้องตามใจทุกครั้ง เช่น เมื่อลูกเสียใจที่ไม่ได้ซื้อของเล่น พ่อแม่สามารถยอมรับความรู้สึกของลูกได้ โดยยังคงข้อตกลงเดิมไว้
อาจพูดว่า “แม่เข้าใจว่าหนูอยากได้ของเล่นชิ้นนี้มาก แต่วันนี้เราตกลงกันแล้วว่าจะยังไม่ซื้อของเล่นนะ”
การสื่อสารแบบนี้ช่วยให้ลูกเรียนรู้ว่า ความรู้สึกของตัวเองได้รับการยอมรับ แม้ผลลัพธ์จะไม่เป็นไปตามที่ต้องการก็ตาม เมื่อพ่อแม่รักษาข้อตกลงอย่างสม่ำเสมอ ลูกก็มีโอกาสฝึกการยอมรับข้อจำกัดและรับมือกับความผิดหวังได้ทีละน้อย

4. ชวนลูกหาทางออก แทนการรีบแก้ปัญหาให้ทั้งหมด
เมื่อลูกเริ่มสงบลงแล้ว พ่อแม่สามารถชวนลูกคิดถึงสิ่งที่ทำต่อได้ แทนการรีบเข้าไปจัดการทุกอย่างให้ เช่น หากลูกต่อบล็อกไม่สำเร็จ อาจถามว่า “เราลองเปลี่ยนวิธีต่อดูดีไหม” หรือ “หนูอยากลองอีกครั้ง หรือพักก่อนแล้วค่อยกลับมาทำต่อดี?”
คำถามเหล่านี้เปิดโอกาสให้ลูกได้คิดและตัดสินใจด้วยตัวเอง โดยพ่อแม่ยังสามารถให้คำแนะนำหรือช่วยเหลือเมื่อจำเป็นได้
การฝึกแก้ปัญหาจากสถานการณ์เล็ก ๆ ในชีวิตประจำวัน ช่วยให้ลูกมีประสบการณ์ในการลองผิดลองถูก และเรียนรู้ว่าความผิดหวังไม่จำเป็นต้องเป็นจุดสิ้นสุดของความพยายามเสมอไป

5. ชื่นชมความพยายาม ไม่ใช่เฉพาะวันที่ลูกทำสำเร็จ
เมื่อลูกทำสิ่งต่าง ๆ ไม่สำเร็จ พ่อแม่อาจอยากรีบปลอบหรือให้กำลังใจด้วยการบอกว่า “ครั้งหน้าต้องชนะให้ได้นะ” แต่เราไม่สามารถรับประกันได้ว่าทุกครั้งที่พยายาม ลูกจะได้ผลลัพธ์ตามที่หวัง
สิ่งสำคัญคือการช่วยให้ลูกมองเห็นคุณค่าของความพยายาม เช่น “แม่เห็นว่าหนูตั้งใจมากเลยนะ” หรือ “ถึงครั้งนี้จะยังทำไม่ได้ แต่หนูได้ลองวิธีใหม่ ๆ ตั้งหลายวิธีเลย”
เมื่อลูกเรียนรู้ว่าความพยายามมีคุณค่า แม้ผลลัพธ์จะไม่สมบูรณ์แบบ เขาก็มีโอกาสกล้าลองสิ่งใหม่ ๆ และค่อย ๆ รับมือกับความผิดหวังได้ดีขึ้น

6. เป็นตัวอย่างในการรับมือกับความผิดหวัง
เด็กเรียนรู้จากสิ่งที่พ่อแม่ทำในชีวิตประจำวัน ไม่ใช่แค่จากคำสอนเท่านั้น เมื่อพ่อแม่เจอกับปัญหาหรือสิ่งที่ไม่เป็นไปตามแผน การแสดงให้ลูกเห็นว่าเราสามารถหยุดพัก ตั้งสติ และค่อย ๆ หาทางแก้ไขได้ ก็เป็นอีกหนึ่งวิธีที่ช่วยให้ลูกเรียนรู้
ตัวอย่างเช่น “วันนี้แม่ทำงานไม่ทันตามที่ตั้งใจ แม่รู้สึกหงุดหงิดนิดหน่อย ขอพักสักครู่แล้วค่อยกลับมาทำต่อนะ”
การพูดถึงความรู้สึกของตัวเองอย่างเหมาะสม ช่วยให้ลูกเห็นว่าผู้ใหญ่ก็มีวันที่ผิดหวังได้เช่นกัน และเราสามารถเลือกวิธีตอบสนองต่อความรู้สึกนั้นได้

เพราะความผิดหวัง ก็เป็นส่วนหนึ่งของการเติบโต
เราอาจไม่สามารถปกป้องลูกจากทุกความผิดหวังได้ แต่เราสามารถช่วยให้ลูกเรียนรู้ที่จะอยู่กับความรู้สึกเหล่านั้นอย่างเข้าใจมากขึ้น
บางครั้งลูกอาจยังร้องไห้ บางครั้งอาจต้องใช้เวลานานกว่าจะยอมรับสิ่งที่เกิดขึ้น นั่นไม่ได้หมายความว่าพ่อแม่กำลังทำผิดเสมอไป เพราะเด็กแต่ละคนมีจังหวะการเรียนรู้และการจัดการอารมณ์ที่แตกต่างกัน
สิ่งสำคัญคือการรับฟังลูกอย่างเข้าใจ ตั้งขอบเขตอย่างเหมาะสม และค่อย ๆ สนับสนุนให้ลูกหาทางออกด้วยตัวเอง
เพราะเป้าหมายไม่ใช่การทำให้ลูกไม่เคยผิดหวัง แต่คือการช่วยให้เขารู้ว่า เมื่อผิดหวัง เขายังสามารถเรียนรู้ เติบโต และก้าวต่อไปได้ โดยมีพ่อแม่คอยอยู่เคียงข้าง 💛
ASTA Family ร่วมสร้างช่วงเวลาดี ๆ กับลูกไปด้วยกัน



ความคิดเห็น