top of page

ทำไมลูกงอแงบ่อย ? เข้าใจสาเหตุและวิธีรับมือที่พ่อแม่ควรรู้

12 ชั่วโมงที่ผ่านมา
ยาว 1 นาที

“ทำไมวันนี้ลูกงอแงจัง?”


“บอกอะไรก็ไม่ฟัง ร้องไห้ตลอดเลย”


“เมื่อกี้ยังเล่นดี ๆ อยู่ ทำไมอยู่ ๆ ถึงโวยวาย?”


ถ้าพ่อแม่กำลังเจอสถานการณ์เหล่านี้อยู่ อย่าเพิ่งคิดว่าลูกกำลัง “ดื้อ” หรือ “เอาแต่ใจ”

เพราะสำหรับเด็ก การงอแงหรือแสดงอารมณ์รุนแรงอาจเป็นหนึ่งในวิธีที่เด็กใช้สื่อสารความต้องการ ความไม่สบายใจ หรือความรู้สึกที่ตัวเองยังจัดการได้ยาก



ทำไมลูกถึงงอแงบ่อย ?



1. ลูกยังบอกความรู้สึกของตัวเองได้ไม่เก่ง


บางครั้งสิ่งที่ผู้ใหญ่เห็นว่าเป็น “การงอแง” อาจเป็นเพราะลูกยังหาคำพูดมาอธิบายสิ่งที่ตัวเองรู้สึกไม่ได้ เช่น หิว เหนื่อย ไม่อยากทำ หรือผิดหวัง


เมื่อเด็กยังไม่มีทักษะในการสื่อสารและจัดการอารมณ์มากพอ

ความรู้สึกเหล่านั้นจึงอาจแสดงออกผ่านการร้องไห้ โวยวาย หรือปฏิเสธแทน


พ่อแม่ลองสังเกต:

แทนที่จะถามเพียงว่า “เป็นอะไร?” ลองช่วยลูกตั้งชื่อความรู้สึก เช่น


“หนูกำลังโกรธอยู่ใช่ไหม เพราะอยากเล่นต่อ?”


การช่วยเรียกชื่ออารมณ์อาจทำให้ลูกค่อย ๆ เรียนรู้ว่าความรู้สึกของตัวเองคืออะไร และจะสื่อสารออกมาอย่างไร



2. หิว ง่วง หรือเหนื่อยเกินไป


บางวันที่ลูกงอแงมากกว่าปกติ อาจไม่ได้มีสาเหตุซับซ้อนเลย แต่อาจเป็นเพราะ หิว ง่วง หรือเหนื่อย

ปัจจัยเหล่านี้ เพราะความหิวและความเหนื่อยสามารถเป็นตัวกระตุ้นให้เด็กเกิดการงอแงได้


ลองสังเกต : ลูกมักงอแงในช่วงเวลาไหน เช่น ก่อนมื้ออาหาร ก่อนนอน หรือหลังจากทำกิจกรรมมานาน ๆ แล้วนำข้อมูลเหล่านี้มาปรับตารางในแต่ละวัน




3. ลูกเจอสิ่งที่ไม่ได้ดั่งใจ


เด็กอาจอยากได้ของเล่น อยากเล่นต่อ อยากไปเที่ยว หรืออยากทำบางอย่างด้วยตัวเอง

แต่เมื่อพ่อแม่บอกว่า “ไม่ได้” เด็กอาจยังไม่สามารถรับมือกับความผิดหวังได้ดีนัก


ความผิดหวังจึงอาจกลายเป็นการร้องไห้หรือโวยวาย


สิ่งสำคัญคือพ่อแม่สามารถยอมรับความรู้สึกของลูกได้ โดยไม่จำเป็นต้องยอมตามทุกสิ่ง เช่น


“แม่รู้ว่าหนูอยากเล่นต่อ แต่ตอนนี้ถึงเวลาต้องกลับบ้านแล้ว หนูเสียใจได้ แม่อยู่ตรงนี้นะ”


แนวทางนี้ช่วยแยกให้ลูกเห็นว่า “ความรู้สึกของหนูเป็นเรื่องที่ยอมรับได้ แต่พฤติกรรมบางอย่างยังมีขอบเขต”


4. ลูกต้องการความสนใจและเวลาจากพ่อแม่


บางครั้งพฤติกรรมของลูกอาจเป็นวิธีเรียกร้องความสนใจ เพราะเด็กต้องการการเชื่อมโยงกับคนที่ดูแลเขา


ลองหาเวลาสั้น ๆ ในแต่ละวันเพื่ออยู่กับลูกโดยไม่ต้องทำหลายอย่างพร้อมกัน เช่น


🧩 เล่นด้วยกัน

📚 อ่านนิทาน

🎨 วาดรูป

💬 พูดคุยว่าวันนี้เป็นอย่างไรบ้าง


นอกจากนี้ การชมลูกอย่างเฉพาะเจาะจงเมื่อเขาทำพฤติกรรมที่ดี เช่น “แม่เห็นนะว่าหนูเก็บของเล่นเอง ขอบคุณมาก” ก็ช่วยให้เด็กเห็นว่าพฤติกรรมแบบไหนที่พ่อแม่อยากให้ทำต่อ




แล้วพ่อแม่ควรรับมืออย่างไรเมื่อลูกงอแง ?




1. พ่อแม่สงบก่อน ลูกถึงจะค่อย ๆ สงบ

เมื่อลูกกำลังร้องหรือโวยวาย การตะโกนกลับอาจทำให้สถานการณ์ตึงเครียดมากขึ้น

ลองลดเสียง พูดสั้น ๆ และอยู่ใกล้ลูกอย่างสงบก่อน

เพราะในช่วงที่อารมณ์กำลังรุนแรง เด็กอาจยังไม่พร้อมรับคำอธิบายยาว ๆ


2. รับรู้ความรู้สึก แต่ไม่ตามใจทุกเรื่อง

พ่อแม่สามารถพูดว่า


“แม่รู้ว่าหนูโกรธ”

“หนูอยากเล่นต่อ แม่เข้าใจนะ”

“แต่ตอนนี้เราต้องกลับบ้านแล้ว”


การยอมรับความรู้สึก ไม่เท่ากับการยอมให้ลูกทำทุกอย่างตามต้องการ

แต่เป็นการช่วยให้ลูกเรียนรู้ว่าความรู้สึกสามารถพูดออกมาได้โดยไม่จำเป็นต้องใช้พฤติกรรมรุนแรง



3. ให้ทางเลือกเล็ก ๆ แทนการสั่งอย่างเดียว

เมื่อเหมาะสม ลองให้ลูกเลือกจากตัวเลือกที่พ่อแม่กำหนด เช่น


“หนูจะเก็บรถก่อน หรือเก็บตุ๊กตาก่อนดี?”


แทนที่จะถามกว้าง ๆ ว่า “จะเก็บของไหม?”


การให้เด็กมีทางเลือกเล็ก ๆ สามารถช่วยให้เด็กมีความรู้สึกว่าตัวเองมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ



4. วางขอบเขตให้ชัดและสม่ำเสมอ


หากเป็นเรื่องความปลอดภัยหรือพฤติกรรมที่ทำร้ายผู้อื่น เช่น ตี กัด เตะ หรือขว้างของ

พ่อแม่ควรหยุดพฤติกรรมนั้นและบอกขอบเขตอย่างชัดเจน เช่น


“หนูโกรธได้ แต่ตีคนอื่นไม่ได้”


พยายามใช้กติกาที่ชัดเจนและสม่ำเสมอในแต่ละวัน เพื่อให้เด็กค่อย ๆ เรียนรู้ว่าพฤติกรรมใดทำได้และพฤติกรรมใดทำไม่ได้


5. หลังลูกสงบ ค่อยชวนคุย


ไม่จำเป็นต้องสอนยาวในช่วงที่ลูกกำลังร้องไห้หนัก ๆ


เมื่อลูกสงบแล้ว ค่อยย้อนกลับมาคุยว่า


“เมื่อกี้หนูรู้สึกอะไร?”


“ครั้งหน้าถ้าหนูโกรธ เราลองทำอะไรแทนการตะโกนได้บ้าง?”


การพูดคุยหลังเหตุการณ์ช่วยให้เด็กค่อย ๆ เรียนรู้วิธีรับมือกับอารมณ์ของตัวเองในครั้งต่อไป





เมื่อไหร่ที่พ่อแม่ควรขอคำปรึกษา ?


การงอแงเป็นส่วนหนึ่งของพัฒนาการเด็กหลายช่วงวัย แต่ถ้าพฤติกรรมรุนแรงมาก ต่อเนื่อง หรือส่งผลกระทบต่อความปลอดภัย ความสัมพันธ์ในครอบครัว การเรียน หรือการใช้ชีวิตประจำวัน


พ่อแม่สามารถปรึกษากุมารแพทย์เพื่อประเมินสถานการณ์ของลูกเป็นรายบุคคลได้




🤍 เพราะลูกไม่ได้ต้องการ “ชนะ” พ่อแม่เสมอไป


บางครั้งเบื้องหลังเสียงร้องไห้หรือคำว่า “ไม่!”

อาจเป็นเด็กคนหนึ่งที่ยังไม่รู้ว่าจะจัดการกับความรู้สึกของตัวเองอย่างไร


สิ่งที่พ่อแม่ทำได้ คือ รับฟังความรู้สึก วางขอบเขตที่ชัดเจน และค่อย ๆ สอนให้ลูกเรียนรู้วิธีจัดการอารมณ์ของตัวเอง


เพราะการเติบโตของเด็กไม่ได้มีแค่การเรียนรู้ตัวเลข ตัวอักษร หรือทักษะต่าง ๆ แต่ยังรวมถึงการเรียนรู้ที่จะ เข้าใจความรู้สึกของตัวเองและอยู่ร่วมกับผู้อื่น ด้วยค่ะ 🤍


หมายเหตุ: เนื้อหานี้เป็นข้อมูลทั่วไป ไม่สามารถใช้แทนคำแนะนำจากแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญที่ประเมินเด็กเป็นรายบุคคลได้


ASTA family ร่วมสร้างช่วงเวลาดี ๆ กับลูกไปด้วยกัน


ความคิดเห็น


bottom of page