top of page

เมื่อลูกต้องไปโรงเรียน ป้องกันอย่างไรไม่ให้ลูกป่วยบ่อย


วิธีป้องกันให้ลูกไม่ป่วยบ่อย เมื่อต้องไปโรงเรียน

จะดีกว่าไหม หากลูกของเรามีภูมิคุ้มกันที่แข็งแรง สุขภาพดี ไม่ป่วยง่าย เพราะการเจ็บป่วยของเด็กก็เป็นปัญหาหนักใจสำหรับคุณพ่อคุณแม่ ไหนจะอาการเจ็บ อาการงอแงและค่ารักษาต่างๆ และยิ่งเมื่อลูกต้องออกจากบ้านไปโรงเรียน เจอทั้งฝุ่น ควัน เชื้อโรค สภาวะต่าง ๆ ยิ่งทำให้เขาเจ็บป่วยได้ง่ายขึ้นอีก ส่งผลให้เขาต้องหยุดเรียนบ่อยๆซ้ำๆ ทำให้คุณพ่อคุณแม่กลุ้มใจ ดังนั้นในบทความนี้ทาง AsmartBrain จะมาแนะนำวิธีป้องกันไม่ให้เจ้าตัวน้อยต้องป่วยบ่อย


สาเหตุที่ลูกป่วยบ่อย

แน่นอนว่าเมื่อลูกน้อยของคุณไปโรงเรียนหรือแม้กระทั่งออกไปนอกบ้าน เขาต้องเจอทั้งมลภาวะ สภาพอากาศ รวมถึงเชื้อโรคตัวดี ที่จะทำให้มีโอกาสป่วยง่ายมากขึ้น และยิ่งถ้าเป็นเด็กเล็กเมื่อไปโรงเรียนแน่นอนว่าเด็กๆจะวิ่งเล่นด้วยกัน ทานอาหารร่วมกัน สัมผัสถูกตัวกัน แทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่จะป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อจากเด็กคนหนึ่งไปสู่เด็กอีกคน อีกหนึ่งปัจจัยคือเรื่องของสภาพอากาศ อย่างหน้าฝน ส่งผลให้การแพร่กระจายเชื้อโรคได้ดีกว่าปกติ เพราะเชื้อโรคเจริญเติบโตได้ดีในอากาศนี้ และยิ่งถ้าเจ้าตัวน้อยมีโรคประจำตัวภูมิแพ้ อาจจะทำให้โรคกำเริบได้อีกด้วย


วิธีป้องกันไม่ให้ลูกน้อยป่วยบ่อย

1. โภชนาการที่ดี

อย่างแรกการป้องกันไม่ให้ลูกน้อยป่วยบ่อย ต้องเริ่มจากการดูแลเบื้องต้นโดยการให้เขาได้รับสารอาหารครบถ้วนหรือการมีโภชนาการที่ดี ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นพื้นฐานสำคัญในการเสริมภูมิคุ้มกันให้ลูกน้อยของคุณ อย่างช่วง 6 เดือนแรกอาหารที่ดีที่สุดคือ “นมแม่” เพราะมีสารอาหารมากมาย เช่น DHA ช่วยบำรุงสมองและสายตา เสริมสร้างภูมิคุ้มกัน ลดโอกาสเกิดโรคภูมิแพ้ และเมื่อลูกโตขึ้นเริ่มทานอาการได้ ควรให้เขาได้รับสารอาหารครบทั้ง 5 หมู่ ไม่ว่าจะเป็นโปรตีน ผัก ผลไม้ต่างๆ ก็จะช่วยเสริมภูมิคุ้มกันได้ดีค่ะ


2. การออกกำลังกาย

การออกกำลังกายนอกจากจะทำให้ลูกน้อยได้มีพัฒนาการด้านร่างกายที่แข็งแรง อย่างเช่น การว่ายน้ำจะช่วยเรื่องปอดได้ดี การวิ่ง และกีฬาอื่น ๆ อีกมากมาย รวมถึงได้เรียนรู้สิ่งต่าง ๆ แล้วยังช่วยในการกระตุ้นระบบต่าง ๆ ของร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นมวลกระดูกกล้ามเนื้อมีการหดตัว ยืดหยุ่นได้ดี หลอดเลือดและหัวใจได้สูบฉีดเลือดและส่งออกซิเจนไปเลี้ยงอวัยวะ และระบบประสาทสั่งการที่ให้กล้ามเนื้อแต่ละส่วนทำงานประสานกันได้ดีขึ้น การออกกำลังกายเป็นการช่วยเสริมภูมิคุ้มกันได้ดีมาก ๆ อีกวิธีหนึ่ง และที่สำคัญทำให้เขารู้สึกผ่อนคลาย กระปรี้กระเปร่า และมีพัฒนาการทางด้านอารมณ์ที่ดีอีกด้วยค่ะ


3. ปลูกฝังเรื่องสุขอนามัย

เมื่อลูกออกไปนอกบ้าน การที่คุณพ่อคุณแม่ให้ความรู้และสอนให้ลูกตระหนักถึงการดูแลเรื่องสุขอนามัยช่วยป้องกันไม่ให้เชื้อโรคเข้าสู่ร่างกายได้ง่าย แม้จะไม่ได้ช่วยเสริมภูมิคุ้มกัน แต่ควรสอนให้เขามีสุขอนามัยติดตัว จะทำให้เขาไม่ป่วยง่าย ไม่ว่าจะเป็นการล้างมือที่ถูกวิธี ทั้งก่อนและหลังการรับประทานอาหาร รวมถึงควรอาบน้ำชำระร่างกายให้สะอาดทันทีที่เข้าบ้าน หรืออย่างเช่น การไอหรือจามควรนำผ้าเช็ดหน้ามาปิดปาก และล้างมือทุกครั้ง ไม่ใส่เสื้อผ้าซ้ำ ๆ รวมถึงการดูแลตัดเล็บให้สะอาด จะช่วยลดโอกาสการเกิดไข้หวัดหรือาการเจ็บป่วยต่างๆได้


4. การอยู่ใกล้ชิดธรรมชาติ

การพาลูกน้อยออกไปทำกิจกรรมข้างนอกให้ได้อยู่ใกล้ชิดธรรมชาติมากขึ้นก็เป็นสิ่งที่ดีค่ะ อย่างเช่นการพาไปวิ่ง หรือนั่งเล่นที่สวนสาธารณะให้เขาได้สูดกลิ่นธรรมชาติ หรือจะเป็นการพาออกไปเดินเป็นประจำในตอนเช้าเพื่อรับวิตามินเป็นการสร้างภูมิคุ้มกันที่ดี จะช่วยให้เขาแข็งแรงไม่ป่วยง่าย เพราะอย่างที่รู้กันว่าว่าธรรมชาติกับคนเป็นสิ่งคู่กัน


5. การนอนหลับพักผ่อน

การที่ให้ลูกได้นอนหลับสนิทพักผ่อนอย่างเพียงพอ ทำใ้ห้เป็นการนอนที่มีคุณภาพเป็นอีกปัจจัยที่สำคัญในการเจริญเติบโตเพราะการนอนจะช่วยทำให้ร่างกายได้พักผ่อน สร้างภูมิต้านทานโรค อย่างเด็กทารกควรนอนอย่างน้อย 18 ชั่วโมงต่อวัน ส่วนเด็กในช่วงประถมวัยควรนอนอย่างน้อย 10-14 ชั่วโมงต่อวัน และคุณภาพของการได้พักผ่อน อย่างเช่น การนอนที่มีอากาศถ่ายเทสะดวก มืดสนิท เงียบและเหมาะสม ให้ร่างกายได้ผลิตฮอร์โมนเมลาโทนินซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสกระที่จะทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ


เด็กผู้ชายใส่หน้ากากอนามัย

สุดท้ายนี้อาการเจ็บป่วยเป็นเรื่องธรรมดาที่จะเกิดกับเด็กเล็กเพราะเขาอาจจะยังไม่ได้มีภูมิคุ้มกันที่มากและเราไม่สามารถห้ามเชื้อโรคได้ แต่อย่างไรก็ตามคุณพ่อคุณแม่สามารถหาวิธีป้องกัน โดยการเสริมภูมิต้านทานให้เขา ดีกว่าต้องปล่อยให้ลูกน้อยของคุณป่วย ไม่ว่าจะเป็นการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ การออกกำลังกาย การนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ รวมถึงการดูแลความสะอาดของร่างกาย ก็จะช่วยลดอาการป่วยของลูกได้ดีมากยิ่งขึ้นค่ะ


มากกว่า 'ของเล่น' คือเห็นคุณได้เล่นกับลูก

วันนี้คุณเล่นกับลูกแล้วหรือยัง?


  • AsmartBrain -

71 views0 comments

Comments