top of page

เด็กดูหน้าจอทุกวัน ส่งผลต่อพัฒนาการด้านไหนบ้าง ?



ปัจจุบัน...

หน้าจอแทบจะกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน

ไม่ว่าจะเป็นโทรศัพท์ แท็บเล็ต โทรทัศน์ หรือคอมพิวเตอร์


หลายครอบครัวอาจใช้หน้าจอเพื่อให้ลูกดูการ์ตูนระหว่างทำงานบ้าน

หรือให้ลูกเรียนรู้ผ่านคลิปการสอนต่าง ๆ



ซึ่งการใช้หน้าจอ ไม่ใช่เรื่องผิด หากใช้อย่างเหมาะสม



แต่หากเด็กใช้เวลาอยู่กับหน้าจอนานเกินไป

โดยเฉพาะในช่วงวัยที่สมองกำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว ก็อาจส่งผลต่อพัฒนาการหลายด้านที่พ่อแม่ควรรู้



มาดูกันว่าการดูจอมากเกินไป ส่งผลต่อเด็กแบบไหนบ้าง



สมาธิสั้นลง และจดจ่อกับสิ่งที่ต้องใช้เวลานานได้ยาก

หน้าจอ โดยเฉพาะคลิปสั้นหรือสื่อที่เปลี่ยนภาพอย่างรวดเร็ว มักกระตุ้นสมองด้วยภาพ สี และเสียงตลอดเวลา เด็กจึงคุ้นเคยกับการได้รับสิ่งเร้าอย่างต่อเนื่อง


เมื่อกลับมาทำกิจกรรมที่ต้องใช้ความอดทน

เช่น ต่อบล็อก ฟังนิทาน วาดรูป หรือทำการบ้าน


เด็กบางคนอาจรู้สึกเบื่อเร็ว ไม่มีสมาธิ หรือเปลี่ยนความสนใจไปมาได้ง่าย



ทักษะการคิดและ EF อาจพัฒนาได้ไม่เต็มที่


EF (Executive Functions) คือทักษะสมองที่ช่วยให้เด็ก วางแผน จดจำ ควบคุมอารมณ์ จดจ่อ และแก้ปัญหา


ทักษะเหล่านี้ไม่ได้เกิดจากการนั่งดูหน้าจอเพียงอย่างเดียว แต่เติบโตจากการได้ลงมือทำจริง


เช่น


  • เล่นบทบาทสมมติ

  • ต่อบล็อก

  • เล่นบอร์ดเกม

  • ทำงานบ้านง่าย ๆ

  • แก้ปัญหาด้วยตัวเอง


หากเวลาส่วนใหญ่ถูกแทนที่ด้วยหน้าจอ เด็กก็อาจมีโอกาสฝึก EF น้อยลง



การสื่อสารและภาษาอาจพัฒนาช้าลง

เด็กเรียนรู้ภาษาได้ดีที่สุดผ่านการพูดคุย โต้ตอบ และการมีปฏิสัมพันธ์กับคนรอบตัว


แม้ว่าคลิปหรือการ์ตูนจะมีคำศัพท์มากมาย

แต่ไม่สามารถตอบโต้หรือชวนเด็กคิดเหมือนการพูดคุยกับพ่อแม่ได้


การอ่านนิทาน ตั้งคำถาม หรือชวนลูกเล่าเรื่อง

จึงยังเป็นวิธีที่ช่วยพัฒนาทักษะด้านภาษาได้ดีกว่า



การควบคุมอารมณ์อาจทำได้ยากขึ้น

เด็กที่ใช้หน้าจอเป็นวิธีปลอบใจทุกครั้งที่ร้องไห้หรือเบื่อ อาจคุ้นชินกับการได้รับความสุขทันที


เมื่อไม่ได้ดูหน้าจอ เด็กบางคนอาจหงุดหงิด งอแง หรือจัดการอารมณ์ของตัวเองได้ยาก

เพราะยังไม่มีโอกาสฝึกวิธีรับมือกับความผิดหวังหรือความเบื่อด้วยวิธีอื่น



เวลาสำหรับการเล่นและการเคลื่อนไหวลดลง


การวิ่ง กระโดด ปีนป่าย ต่อของเล่น วาดรูป หรือเล่นกับเพื่อน

ล้วนเป็นกิจกรรมที่ช่วยพัฒนาร่างกาย สมอง และทักษะทางสังคม


หากเด็กใช้เวลาส่วนใหญ่กับหน้าจอ เวลาสำหรับกิจกรรมเหล่านี้ก็จะลดลงตามไปด้วย

ส่งผลให้พัฒนาการบางด้านไม่ได้รับการกระตุ้นอย่างเต็มที่



แล้วพ่อแม่ควรทำอย่างไร ?

การแก้ปัญหาไม่จำเป็นต้องห้ามหน้าจอทั้งหมด

เพราะในปัจจุบันหน้าจอสามารถเป็นเครื่องมือในการเรียนรู้ได้เช่นกัน


สิ่งสำคัญคือ การสร้างความสมดุล


ลองกำหนดเวลาใช้งานให้เหมาะกับวัย

เลือกสื่อที่มีคุณภาพ และที่สำคัญคือเพิ่มเวลาที่ลูกได้เล่น ได้พูดคุย

และได้ลงมือทำกิจกรรมจริงในแต่ละวัน



กิจกรรมง่าย ๆ อย่างการต่อบล็อก เล่นบอร์ดเกม อ่านนิทาน วาดรูป ช่วยทำอาหาร หรือช่วยเก็บของเล่น


ล้วนเป็นช่วงเวลาที่ช่วยพัฒนาทั้งสมาธิ ภาษา ความคิดสร้างสรรค์ และทักษะสมอง EF ได้อย่างเป็นธรรมชาติ



สรุป


หน้าจอไม่ใช่ "ผู้ร้าย" ของการเลี้ยงลูก

แต่การใช้หน้าจอมากเกินไป อาจทำให้เด็กพลาดโอกาสในการฝึกทักษะสำคัญที่จำเป็นต่อการเติบโต



เพราะสำหรับเด็กเล็ก การเรียนรู้ที่ดีที่สุด ไม่ได้เกิดจากการนั่งดูเพียงอย่างเดียว

แต่เกิดจากการได้เล่น ได้คิด ได้ลงมือทำ และมีปฏิสัมพันธ์กับคนรอบตัว



เมื่อพ่อแม่ช่วยจัดสมดุลระหว่าง "เวลาหน้าจอ" และ "เวลาเล่น"

เด็กก็จะมีโอกาสเติบโตทั้งด้านร่างกาย อารมณ์ สังคม และการเรียนรู้อย่างเต็มศักยภาพ 💛


ASTA Family ร่วมสร้างช่วงเวลาดี ๆ กับลูกไปด้วยกัน


ของเล่นชวนลูกวางจอ


ความคิดเห็น


งานออกแบบ Banner - แบบประเมิน EF-01.png
bottom of page